การวิจัยที่ไม่มีที่สิ้นสุด
posted on 25 Oct 2005 19:11 by vacant in ShortStoryการวิจัยที่ไม่มีที่สิ้นสุด
หมายเหตุ**
โปรดใช้วิจารณญาณในการบริโภคสื่อชิ้นนี้
เรื่องโดย มดส้มจ่อย ^^"
การวิจัยที่ไม่มีที่สิ้นสุด
แสงอรุณเริ่มต้นวันใหม่หวนกลับมาอีกครั้ง หนุ่มพลิกกายใต้ผ้าห่มผืนสีฟ้าที่คลาคล่ำไปด้วยฝุ่น เสียงกริ่งนาฬิกาดังก้องสะท้อนทั่วห้อง
ตื่นเถอะพี่หนุ่ม เดี๋ยวไปเข้าเรียนสายนะคะ เสียงหวานละมุนของหญิงสาวร่างบอบบางดังแว่วมาราวกับว่าเธอและหนุ่มอยู่กันคนละโลก ทั้งที่จริงเธอกับเขาอยู่ห่างกันเพียงคืบเท่านั้น
โธ่..เม พี่ยังอยากนอนต่ออยู่เลย พี่อยากนอนต่อกับเมนานๆนะ หนุ่มดึงดันเพื่อที่เขาจะได้ฝันหวานถึงน้องดาว เด็กปีหนึ่งในคณะ
" เมเตรียมของให้พี่หนุ่มหมดแล้วนะคะ ลุกขึ้นเถอะค่ะ เรายังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกนาน" น้ำเสียงของหญิงสาวยังคงความอ่อนหวานไว้เช่นเดิมเว้นเสียแต่สีหน้าของเธอดูขุ่นเคืองราวกับว่าเธอรู้ว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่
" เฮ้อ...เม พี่ขอได้ไหมสีหน้าแบบนั้นน่ะ พี่ไม่ชอบเลยที่เห็นเมไม่พอใจพี่" หนุ่มปลีกตัวออกจากผ้าห่ม
" หรือพี่อยากให้เมเสแสร้งแกล้งทำเป็นว่าไม่รู้อะไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบพี่หรอคะ" เสียงหญิงสาวแข็งกร้าวขึ้นมาในทันที
" เอาเถอะเมไม่ว่าเมจะคิดกับพี่ยังไง พี่ขอให้เมเชื่อใจพี่บ้าง "
" เอาล่ะ พี่จะไปเรียนแล้ว" หนุ่มตัดบท
หนุ่มเป็นหนุ่มนิสิตปริญญาตรีปีสาม คณะวิทยาศาสตร์ทางธรรม ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่มุ่งเน้นศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องและเกิดขึ้นจาก ศาสนาทุกศาสนาบนโลกด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์
สาขาวิชานี้เกิดขึ้นหลังจากที่มนุษย์ได้ศึกษาทุกสิ่งเกี่ยวกับโลกทั้งทางกายภาพและชีวภาพตลอดจนการศึกษาทุกสิ่งในจักรวาล กระทั่งสามารถสรุปได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่นจริง แต่มีลักษณะต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง ทั้งลักษณะทางพันธุกรรมที่ดูจะซับซ้อนกว่า(ยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัด) และทั้งวิทยาการต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกินกว่าจะสันนิษฐานตามหลักทฤษฎีที่มีอยู่บนโลกได้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร อีกสิ่งหนึ่งก็คือ มนุษย์ยังไม่ค้นพบวิธีที่จะสื่อสารกับเพื่อนบ้านต่างดาวได้
(บางทีอาจเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตที่ดาวอื่นไม่ต้องการรับความวุ่นวายที่อัดแน่นอยู่ในทุกตารางนิ้วของโลกกระมัง)
ชนะชลนี่มันชั่วโมงที่เธอต้องรายงานนะ อาจารย์ประจำวิชาการสื่อสารทางวิญญาณคำราม
คร้าบๆ หนุ่มหอบหิ้วสัมภาระเข้าห้อง เตรียมที่จะรายงาน ในใจก็คิดขอบคุณเมที่ช่วยแงะเขาออกจากเตียง
เริ่มได้รึยัง! อาจารย์เริ่มหมดความอดทนหลังจากที่หนุ่มวุ่ยวายอยู่กับเอกสารราวๆสิบนาที
สวัสดีครับผมชื่อชนะชล ชัยพิพัฒน์ครับ หนุ่มเว้นช่วงเล็กน้อยเผื่อว่าจะมีใครปรบมือต้อนรับเขา
เข้าเนื้อหาเลยชนะชล เดี๋ยวจะไม่ทัน
ครับหัวข้อของวันนี้คือ สภาวะของจิตขณะที่มนุษย์สื่อสารกับวิญญาณ
จากหลักฐานต่างๆบนโลกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สรุปได้ว่ามนุษย์สามารถติดต่อกับวิญญาณได้ ก็ต่อเมื่อจิตสงบจนถึงจุดๆหนึ่ง ที่คลื่นของจิตมนุษย์ตรงกับคลื่นของวิญญาณ" ชนะชลเกริ่นนำ
"ในวันนี้ผมมีอีกข้อมูลหนึ่งที่มาจากงานวิจัยของผมซึ่งวิจัยกับผู้ช่วยอีกหนึ่งคน (ทำอย่างกับว่าเป็นนักศึกษาปริญญาเอกแน่ะ)
ซึ่งผลการวิจัยพอจะสรุปได้ในขณะนี้ว่าการสื่อสารกับวิญญาณยังมีอีกรูปแบบหนึ่งคือการสื่อสารภายใต้เงื่อนไขที่ถูกกำหนดด้วยความต้องการของวิญญาณ"
"นั่นหมายถึงไม่ว่ามนุษย์ธรรมดาจะต้องการหรือไม่ต้องการพบเห็นวิญญาณก็ตามแต่ ถ้าหากวิญญาณมีความปรารถนาอย่างแน่วแน่ที่จะติดต่อกับมนุษย์ผู้นั้น ก็สามารถเกิดการสื่อสารระหว่างวิญญาณกับมนุษย์ได้" ชนะชลเว้นช่วงเล็กน้อยเพื่อให้ผู้ฟังได้คิดตาม
"สรุปสั้นๆก็คือ การสื่อสารกับวิญญาณในปัจจุบันนั้นจะเกิดจากความต้องการของวิญญาณเว้นแต่มนุษย์ผู้ฝึกจิตดีแล้วเท่านั้นจึงสามารถล่วงเข้าไปชมโลกของวิญญาณได้ โดยไม่ต้องมีคำเชื้อเชิญจากวิญญาณ" ชนะชลสรุปแล้วจึงตามด้วยความคิดเห็นเล็กๆน้อยๆของเขา
"ผมคิดว่ามันคงคล้ายๆกันกับที่มนุษย์เราไม่สามารถสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้อย่างนั้นล่ะครับ บางทีพวกเขาอาจคว่ำบาตรเราอยู่ด้วยเหตุผลบางประการ แต่ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่ล้ำพอ เราก็ย่อมสื่อสารกับเขาได้ในสักวันหนึ่ง และมันก็เหมือนกับการสนทนาระหว่างคนสองคนโดยที่คนหนึ่งไม่ต้องการสนทนาแต่คนที่ต้องการสนทนามีพลังกายพลังจิตมากกว่าจึงบังคับให้อีกฝ่ายปริปากพูดได้" ชนะชลกวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟัง
"การสื่อสารทางวิญญาณก็เช่นกัน มันคงเป็นเรื่องธรรมดาแน่ๆในอนาคต
หนุ่มจบการรายงานของเขาเพียงเท่านั้น เขาไม่หวังให้ใครเข้าใจในการรายงานครั้งนี้ เพราะเขารู้ว่าใครยังไม่เจอกับตัวก็ยากที่จะเชื่อหรือเข้าใจ
...........
หนุ่มกลับมาที่หอหลังจากเขาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทางจิตซึ่งเป็นชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนในวันนี้
เป็นไงบ้างคะ เสียงละมุนละไมดังมาแต่ไกลอีกแล้ว แต่คราวนี้มิได้มีการปรากฏตัวของต้นเสียงดั่งเคย
อืม.....ก็ดีจ่ะ พี่ว่าคณะนี้ยากกว่าพวกวิทยาศาสตร์ทั่วไปอีก เพราะมันหาหลักฐานมาชี้แจงให้เข้าใจได้ยากเหลือเกิน ฮ่ะๆ หนุ่มหัวเราะเล็กน้อย
เอ้อ!!!! เมเมื่อเช้าพี่ขอโทษนะ........พี่เครียด...........ไม่สิ............จริงๆพี่กำลังคิดถึงรุ่นน้องที่คณะอยู่ แหะๆ หนุ่มหัวเราะแห้งๆ
ค่ะ...ไม่เป็นไรหรอก ที่จริงเมก็น่าจะปลงได้เสียที ต้นเสียงปรากฏกายขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่น่าหลงใหล
เมอ่านใจคนได้รึเปล่าจ๊ะ หนุ่มถามเม ขณะที่แปลกใจในตัวเองว่าทำไมไม่เคยถามเมเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน
วิญญาณก็เหมือนมนุษย์แหละค่ะ ถ้าจิตใจเข้มแข็งถูกฝึกมาดีก็สามารถอ่านใจได้ค่ะ
จริงหรอคะ แล้วน้องเมอ่านใจได้ไหมล่ะคะ หนุ่มทำเสียงออดอ้อนเล็กๆทำให้หนุ่มดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
คิดเอาเองซิคะคุณพี่ เสียงทีเล่นทีจริงของหญิงสาว ทำให้จิตใจชายหนุ่มคนนี้เต้นเป็นจังหวะเพลงในอาร์ซีเอ
แล้วความคิดก็แวบเข้ามาก่อความเครียดให้แก่หนุ่ม
เม...........ถ้าพี่ศึกษาทุกสิ่งเกี่ยวกับเม เมจะหายไปไหม.........คือพี่กลัวว่าเมื่อถึงวันหนึ่งสิ่งที่พี่ศึกษามันจะกลายเป็นการทำลายอะไรหลายๆสิ่ง เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโลกแต่ในขณะเดียวกัน วิทยาการของของเขาก็ได้ทำลายโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม น้ำเสียงของหนุ่มเป็นกังวลและไม่มั่นคงเช่นตอนแรก
เมก็ไม่รู้หรอกค่ะพี่.....จนกว่าจะถึงวันนั้น......แต่ว่าถ้าอยากได้สิ่งหนึ่งก็ต้องเสียบางสิ่งไป โลกเรามีได้มีเสียนี่คะ บางสิ่งที่พี่ค้นพบอาจจะคุ้มค่าถ้ามันต้องเสียเมไป เสียงของเมนุ่มนวลแต่หนักแน่น ราวกับว่าเธอพร้อมสละตนเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่แน่ว่าจะมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน
บางทีพี่อาจไม่เข้มแข็งพอที่จะค้นคว้าต่อ ตอนนี้พี่คงเหมือนกับพ่อค้าวัวที่ไม่กล้าฆ่าวัว บางทีพี่อาจไม่มีคุณสมบัติเป็นนักวิทยาศาสตร์พอ พอที่จะกล้าให้สัตว์ทดลองต้องมาเสี่ยงในงานของพี่ เพราะพี่รักเกินกว่าจะทอดทิ้งได้
ดูเหมือนว่าความหนักแน่นของเมยังไม่สามารถทำให้หนุ่มกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง
ถ้าพี่ไม่แน่ใจในตัวเอง พี่ลองกลับไปคิดทบทวนดูสิคะว่าพี่มีเป้าหมายอย่างไร งานวิจัยชิ้นนี้มีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์มากแค่ไหน พี่จะได้รู้ว่าควรทำงานชิ้นนี้ต่อไปรึเปล่า และถ้าพี่คิดว่างานชิ้นนี้มีประโยชน์มากกว่าโทษแล้วล่ะก็ เมก็พร้อมที่จะช่วยอย่างเต็มที่ค่ะ
เมแนะนำหนุ่ม เธอรู้ ..... แม้ว่าผู้ที่เข้มแข็งที่สุดก็ยังมีเวลาหนึ่งที่ความอ่อนแอเข้ามาแทรกแซง ขนาดว่าพระเวสสันดรก็ยังมีชั่วขณะหนึ่งที่ไม่อยากพระราชทานราชกุมารทั้งสองให้แก่ชูชก
ในขณะนี้........ขณะที่หนุ่มสับสน คำแนะนำของเธออาจช่วยได้
หลังจากคำพูดของเม หนุ่มนั่งคิดอยู่นาน..........แล้วเขาก็เริ่มแจกแจงความคิดให้เมฟัง
ถ้าคนเราติดต่อกับวิญญาณได้ ก็คงได้พิสูจน์ความจริงทั้งหลายได้ ทั้งนรก สวรรค์ ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม และคงได้บทเรียนที่น่าเชื่อถืออีกหลายบททีเดียว แต่เราต้องไม่ลืมว่าวิญญาณก็มีทั้งดีและชั่ว.........ใช่มั้ยเม หนุ่มถามเพื่อความแน่ใจในข้อมูล
ค่ะใช่ วิญญาณก็มาจากจิตของมนุษย์นั่นล่ะค่ะ
ฉะนั้น หากวิญญาณไม่ดีร่วมมือกับมนุษย์อัจฉริยะจิตวิปริตจะเกิดอะไรขึ้น......เมื่อเกิดการสื่อสารแล้ว การจะปิดกั้นให้กลับไปเป็นอย่างเดิม นั้นยากที่จะทำได้ แต่ถ้าคนดีเจอะกับวิญญาณดีเข้าล่ะก็ โลกคงได้ค้นพบอะไรใหม่ๆอีกหลายอย่างก็เป็นได้
หนุ่มชั่งน้ำหนักความคิดอีกครั้ง
และแล้วก็ดูเหมือนว่าจะมีโทษมากกว่าประโยชน์
พี่ว่าให้คนเราฝึกจิตให้บริสุทธิ์ก่อนพบวิญญาณนั่นล่ะดีแล้ว จะได้เป็นปราการป้องกันความเสียหายในอนาคต.........จะว่าไป แค่คนสื่อสารกันเองก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว ฮ่ะๆ
สุดท้ายงานวิจัยชิ้นนั้นก็ไม่สามารถสานต่อให้สำเร็จได้ แต่ใครจะรู้อาจมีมนุษย์อีกหลายคนที่กำลังวิจัยในหัวข้อเช่นเดียวกับหนุ่ม งานวิจัยซึ่งไม่อาจจินตนาการถึงผลที่จะตามมาได้
จนกว่าจะถึงวันนั้น ในวันนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ศึกษาวิจัยงานอะไรอยู่ ขอให้คำว่าศึกษามาคู่กับคำว่ารักษา เพราะการศึกษาที่แย่ที่สุดคือการศึกษาที่มาคู่กับการทำลายล้าง
มดส้มจ่อย